หากบางคนมีจมูกใหญ่หรือฐานจมูกกว้าง แม้จะผ่านการผ่าตัดลดปีกจมูกแล้ว จมูกก็อาจยังดูไม่สมส่วนกับใบหน้าได้ สาเหตุของปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน รวมถึงโครงสร้างของจมูก เช่น ฐานจมูก โครงสร้างกระดูกจมูก กระดูกอ่อนบริเวณปลายจมูก และเนื้อเยื่อใต้ผิว เช่น ไขมันและคอลลาเจน องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีผลต่อรูปทรงและขนาดโดยรวมของจมูก ซึ่งอาจทำให้จมูกดูไม่สมดุลหรือไม่เข้ากับส่วนอื่น ๆ ของใบหน้าได้
บางคนอาจไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาโครงสร้างจมูกซ่อนอยู่ เมื่อเข้ารับการเสริมจมูก อาจทำให้จมูกดูยาวขึ้น และในบางกรณีอาจทำให้จมูกดูใหญ่ขึ้นได้ แม้จมูกจะดูเรียวขึ้นจากการเปลี่ยนสัดส่วนระหว่างฐานจมูกและความสูงของซิลิโคนก็ตาม ดังนั้น ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยหัตถการ เช่น การตะไบกระดูก การตัดกระดูก หรือการปรับกระดูก เพื่อให้จมูกดูสมดุลและได้สัดส่วนมากขึ้น

การตอกฐานจมูกและการปรับโครงสร้างจมูกทำอย่างไร
การทำหัตถการ ขยายกระดูก, ตอกกระดูก หรือ บีบฐานกระดูก อาจฟังดูน่ากลัว แต่เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อทำให้ฐานจมูกแคบลง โดยแพทย์จะแยกกระดูกออกจากฐาน แล้วบีบฐานจมูกเข้าด้านใน โดยไม่ไปรบกวนกระดูกส่วนบนหรือโครงสร้างกระดูกด้านใน
ความสามารถในการบีบฐานจมูกให้แคบลงขึ้นอยู่กับความหนาของกระดูกในแต่ละบุคคล หลังผ่าตัดอาจจำเป็นต้องห้ามเลือดภายในจมูกและใส่เฝือกจมูก โดยจะมีแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตรภายในรูจมูก และในกรณีที่มีการตอกหรือปรับกระดูก อาการบวมและช้ำอาจมากกว่าการเสริมจมูกทั่วไป เนื่องจากมีการเคลื่อนกระดูกและมีเลือดออก เทคนิคนี้เป็นเทคนิคศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมจากประเทศเกาหลีใต้ และแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยจนได้รับความนิยมมากขึ้น ผลลัพธ์ถือว่าคุ้มค่า เพราะช่วยให้ได้จมูกที่สวย มีมิติ และได้รูป จนอาจทำให้ลืมทรงจมูกเดิมไปเลย
ข้อดีของการปรับโครงสร้างจมูก
- ช่วยแก้ข้อจำกัดของโครงสร้างจมูก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการได้มากขึ้น
- มีความปลอดภัย เพราะใช้เนื้อเยื่อของผู้รับบริการเอง
- ช่วยสร้างรูปทรงจมูกที่สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ
วิธีดูแลตนเองหลังเสริมจมูก
- 48 ชั่วโมงแรก:
ประคบเย็นด้วยเจลแพ็ก โดยวางในแนวนอนบริเวณรอบดวงตาและสันจมูก - นอนยกศีรษะสูง:
ควรนอนยกศีรษะสูงในช่วง 3 วันแรก เพื่อลดอาการบวมและช่วยให้พักผ่อนได้อย่างเหมาะสม - หลีกเลี่ยงการนอนตะแคง:
ไม่ควรนอนตะแคงซ้ายหรือขวา เพื่อป้องกันไม่ให้รูปทรงจมูกผิดรูปหรือไม่สมมาตร - หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่:
งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพราะอาจรบกวนกระบวนการฟื้นตัวของแผล - หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารหมักดอง:
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดหรืออาหารหมักดองทุกชนิด - ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพร:
ดื่มชา ใบบัวบก และน้ำมะพร้าว เพื่อช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำ - ใช้สบู่อ่อนล้างหน้า:
เริ่มล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนตั้งแต่วันที่ 4 หลังผ่าตัด - ดูแลรอยช้ำ:
หากมีรอยช้ำ สามารถเริ่มประคบอุ่นตั้งแต่วันที่ 6 เพื่อลดรอยช้ำให้ดูจางลง - หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรง:
งดกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เช่น การออกกำลังกายหรือการยกของหนัก - รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์:
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด - มาตามนัดติดตามผล:
เข้าพบศัลยแพทย์ตามนัดประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด เพื่อตรวจติดตามกระบวนการฟื้นตัว

