สิว คือการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนด้วยน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้เกิดตุ่มอักเสบขนาดเล็ก ซึ่งอาจมีลักษณะแดง บวม หรือมีหนอง มักพบได้บริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก ไหล่ หรือแผ่นหลัง สิวมักพบมากในช่วงวัยรุ่นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยทั่วไปแล้วสิวมักจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่ออายุมากขึ้น
สำหรับผู้ที่มีสิวเม็ดใหญ่ สิวอักเสบ ตุ่มแดงบวม สิวหัวช้าง หรือสิวอักเสบใต้ผิวหนังที่ไม่มีหัวและเป็นอยู่นานหลายสัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น อาจจำเป็นต้องฉีดสิวเพื่อลดการอักเสบ ยาที่แพทย์ใช้ในการฉีดสิวคือสเตียรอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบ ช่วยให้สิวยุบตัวได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดทั้งขนาดของสิวและอาการเจ็บปวดที่เกิดร่วมด้วย

ข้อดีของการฉีดสิว
- เห็นผลรวดเร็ว: สิวยุบตัวเร็ว ให้ผลลัพธ์ได้ทันใจ
- ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น: ใบหน้ากลับคืนสู่สภาพปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- เจ็บน้อยลง: ไม่ต้องทนกับอาการเจ็บจากสิวเป็นเวลานาน ความเจ็บมีเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเกิดขณะฉีดและตอนกดโดนสิว
- ช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็น: การรักษาช่วยลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นจากสิว เช่น หลุมสิวหรือรอยสิว
ข้อเสียของการฉีดสิว
- สิวสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้แม้หลังจากฉีดสเตียรอยด์แล้ว เนื่องจากการรักษาไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ดังนั้นจึงอาจมีสิวเม็ดใหม่ขึ้นใกล้บริเวณเดิมได้
- การฉีดสเตียรอยด์บ่อยครั้งอาจทำให้ผิวมีแนวโน้มเป็นสิวง่ายขึ้น เชื้อแบคทีเรียอาจดื้อต่อยา ทำให้มีโอกาสเกิดสิวซ้ำได้มากขึ้น นอกจากนี้ หากใช้อย่างไม่เหมาะสมหรือใช้ในปริมาณมากเกินไป อาจก่อให้เกิดแผลเป็น รวมถึงหลุมสิวบนใบหน้าได้
การป้องกันการเกิดสิว
คุณสามารถดูแลสิวได้ด้วยการล้างบริเวณที่เป็นสิวไม่เกินวันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงการจับหรือแกะสิวอักเสบ ล้างเครื่องสำอางก่อนนอนเพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน ไม่ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ใช้สกินแคร์หรือยาที่ช่วยลดความมันส่วนเกินบนผิว รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ลดการบริโภคแป้งและน้ำตาล ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว และพักผ่อนให้เพียงพอโดยหลีกเลี่ยงการนอนดึก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นได้

